เรื่องของตรุษจีน วันเฮงเฮง
posted on 20 Feb 2007 10:52 by sinefriendly
ทำไมการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภจึงเปลี่ยนทิศทุกปี
ทุกครั้งที่ใกล้ถึงเทศกาลตรุษจีนผู้เขียนมักถูกระหน่ำถามถึงทิศที่ไช้ซิ้งเอี๊ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภจะเสด็จลงมาเพราะต้องเปลี่ยนทุกปี ตลอดจนเวลาไหว้และหลายครั้งก็จะมีมือใหม่ขอถามถึงของที่ต้องไหว้เพราะอยากไหว้บ้าง
เนื่องจากเนื้อแท้ของการไหว้ไช้ซิ้งเอี๊ย หรือการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภคือการไหว้รับทิศที่โลกจะหมุนเข้าหา ณ เวลาแรกของวันตรุษจีนทำให้ธรรมเนียมไหว้ใช้ซิ้งเอี๊ยจะต้องเป็นกลางดึกคืนวันสิ้นปีของจีนขณะย่างเวลาเข้าวันตรุษจีนเสมอ
ของไหว้เด่นจริงๆ
ที่การไหว้อื่นๆ ของจีนไม่มีคือ การนิยมไหว้กิมฮวยคำเต็มจะเรียกว่ากิมฮวยอั้งติ้ว แปลง่ายๆว่าดอกไม้ทองผ้าแพรแดงดั้งเดิมเป็นเครื่องประดับหมวกยศของจอหงวนและขุนนางผู้ใหญ่ใช้ออกงานสำคัญ
เกิดเป็นธรรมเนียมต่อมาว่าคนจีนนิยมนำกิมฮวยมาปักประดับที่กระถางธูป เพื่ออวยพรให้ลูกหลายก้าวหน้ารุ่งเรืองได้เป็นใหญ่เป็นโตแล้วเกิดเป็นความนิยมว่ากิมฮวยนี้จะซื้อคู่ใหม่มาเปลี่ยนในวันตรุษจีนโดยนำมาไหว้ใช้ซิ้งเอี๊ย เพื่อให้เป็นสิริมงคลก่อน
ของไหว้พิเศษอีกอย่างที่หลายบ้านน่าจะมีเหมือนกันคือข้าวสารบางบ้านใส่จานไหว้ แต่ที่บ้านผู้เขียนอาม้าจะใส่ในกระถางธูปให้เป็นที่ปักธูปไปเลยแล้วข้าวสารนี้เมื่อไหว้เสร็จก็จะถูกนำมาหุงทานกันเพื่อให้เฮงเฮง
เช่นเดียวกับของไหว้อื่นๆก็ล้วนต้องการให้มีความหมายอวยพรเฮงๆ อันได้แก่
ขนมอี๋ขนมบัวลอยที่ทำจากข้าวเหนียว ปั้นเป็นลูกกลมๆ ต้มกับน้ำตาลหวานใสเวลาเคี้ยวก็ทั้งนุ่มและหวานเป็นการอวยพรให้ทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตล้วนง่ายและหวาน
ขนมจันอับซึ่งเป็นขนมแห้งๆ ๕ อย่างอันได้แก่ ข้าวพอง ถั่วตัด งาตัดถั่วเคลือบ และฟักเชื่อม โดยข้าว-ถั่ว-งา คือธัญพืช คนจีนแต้จิ๋ว เรียกว่า เจ๋งจี้ธัญก็ดี เจ๋งจี้ก็ดี ล้วนมีความหมายว่างอกงาม ปลูกแล้วงอกง่ายขอให้ชีวิตได้เจริญก้าวหน้าเหมือนธัญพืชที่งอกง่าย
ส้มไหว้ ๑ จานกี่ผลก็ได้แต่นิยมให้เป็นส้มสีทองโดยความนิยมไหว้ส้มมาจากคำเรียกส้มคำหนึ่งว่า ไต้กิก แปลตรงตัวตามหลักก็คือมหาสิริมงคลแต่ถ้าแปลง่ายๆอย่างชาวบ้านก็คือโชคดี
ชาน้ำไหว้เพื่อให้ใสๆซดคล่องคอขอให้ชีวิตคล่องๆ ไม่ติดขัดทำอะไรก็คล่องแคล่วชำนาญ
ชาใบก็ไหว้ได้ถ้าไม่อยากชงชาน้ำหรือจะไหว้ทั้งชาน้ำชาใบเพื่อให้มีสต็อกอาหารเก็บไว้กินไม่มีขาด
กระดาษเงินกระดาษทองก็ไหว้เพื่อให้มีเงินมีทองนั้นแล
ดอกไม้เพื่อความสดชื่นบางบ้านเน้นจัดไหว้แต่สีแดงเพื่อให้เฮงเฮงกับอีกหนึ่งปัญหาที่มักงงกันว่าขนมอี๋ก็ดี ชาก็ดีจัดวางกี่ที่เพราะบางบ้าน ๓ที่ บางบ้าน ๕ ที่ กรณีนี้มาจากการมีใช้ซิ้งเอี๊ยหลายองค์หลายแบบ
แบบหนึ่งคือไช้ซิ้งเอี๊ยมีองค์บู๊กับองค์บุ๋น อีกแบบคือ โหงวโหล่วไช้ซิ้งเอี๊ยหมายถึงเทพเจ้าแห่งโชคลาภประจำธาตุทั้ง ๕ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไม้ ธาตุไฟและธาตุทอง ถ้ามีครบในดวงชะตาก็จะนำพาให้ชีวิตราบรื่นรุ่งเรืองกับแบบที่เป็นไช้ซิ้งเอี๊ย ๕ หน้า หมายถึง ๕ทิศสะท้อนแก่นแท้ของธรรมเนียมตรุษจีนว่า ทำเพื่ออวยพรให้เฮง เฮง ก็จริงแต่ในรายละเอียดอาจมีแตกต่างกันแล้วแต่นิยม

ทำไมการให้เงินตรุษจีนจึงเป็นเงินอวยพร
กิจกรรมเด่นอย่างหนึ่งของเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเด็กๆจะชอบมากคือการได้เงินแต๊ะเอียหรือจะเรียกว่าอั่งเปาที่แปลว่าซองแดงก็ได้จากผู้ใหญ่โดยหลายบ้านจะถือธรรมเนียมว่าให้กันเฉพาะคนในครอบครัวหรือสกุลเดียวกันแล้วอาจจะขยายวงไปถึงคนรักใคร่นับถือกันเหมือนญาติ
โดยแต่โบราณเรียกเงินนี้ว่าเงินเอี๊ยบส่วยจี๊
เอี๊ยบ แปลว่ากด , อัด , ห้าม
ส่วย แปลว่าอายุ
เอี๋ยบส่วยจี๊เป็นดั่งหนึ่งเงินมงคลคุ้มครองชะตาตามตำรา ๑๐๐ธรรมเนียมจีนโบราณ ที่ผู้เขียนมี บอกว่าดั้งเดิมนิยมให้กันในวันสิ้นปีผู้ใหญ่จะเอาเหรียญทองแดง ๑๐๐ อันร้อยด้วยด้ายแดงผูกเป็นพวงให้เด็กในวันก่อนวันตรุษจีนหรือวันสิ้นปีนั่นเองเรียกเงินพวกนี้ว่าเอี๊ยบส่วนจี๊ โดยมีลูกเล่นเล็กๆ ว่า ส่วนที่แปลว่าอายุนี้พ้องเสียงกับคำว่า ส่วย ที่แปลว่าผี ปีศาจ และคำว่าซวย เอี๊ยบส่วย หรือเอี๊ยบซวยจึงแปลว่าห้ามความซวยหรือผี ปีศาจมาสู่
เงินร้อยด้ายแดงทั้งพวงนี้ ดั้งเดิมเด็กๆ คงห้อยไว้กับเชือกผูกเอวเกิดคำว่าแต๊ะเอีย แปลว่า ถ่วงเอว
บางบ้านมีการวางส้มสีทองและลิ้นจี่ไว้ที่หมอนแล้วให้เด็กๆรับประทานก่อนนอนในคืนวันตรุษจีน เรียกผลไม้นี้ว่าเอี๊ยบส่วยก้วย เพื่ออวยพรให้โชคดีซึ่งคนจีนในไทยไม่ได้นำธรรมเนียมวางเอี๊ยบส่วยก้วย ไว้ที่หมอนให้ลูกหลานทานแต่จะเป็นการนำส้มสีทองหรือ ไต้กิก ๔ ผลไปมอบให้แก่ผู้ใหญ่หรือญาติมิตรที่นับถือกันมากกว่า เรียกธรรมเนียมนี้ว่าไป๊เจีย
โดยมีเคล็ดธรรมเนียมว่าเมื่อเรารับส้ม ๔ ผล ที่ห่อในผ้าเช็ดหน้าผู้ชายของผู้ให้มา ก็ให้นำไปเปลี่ยนโดยนำส้มของแขกออกมา ๒ ใบ แล้วใส่ส้มของเราเข้าไปแทน ๒ ใบผูกห่อผ้าเช็ดหน้าคืนแขกไป ดังนั้นส้มสีทอง ๔ ผลนี้ ก็จะมีส้มของแขก ๒ ใบกับของเราอีก ๒ ใบ ถือเป็นการนำโชคดีมามอบให้และแลกเปลี่ยนโชคกันด้วย
ส่วนเงินสิริมงคนั้น จะมีอีกตำราของผู้เขียนเรียกว่าเงินเอี่ยมเส่งจี่หมายถึงเหรียญเงินที่พิชิตความไม่ดีคำเต็มๆคือจับยี่แซเสี่ยวเอี่ยมเส่งจี๋ เป็นเงินเหรียญรูป ๑๒ ปีนักษัตรสำหรับเป็นเครื่องรางคุ้มครองทุกดวงชะตาให้สันติสุขปลอดภัย
แล้วต่อมาเงินเอี๊ยบส่วยจี๋ ที่เป็นเหรียญ ๑๐๐ อันร้อยเชือกแดงก็ดีเป็นเงินเอี่ยมเส่งจี๋ ๑๒ นักษัตรก็ดี ต่อมาก็พัฒนาเป็นการให้ธนบัตรใหม่ๆ ใส่ซองแดงเรียกว่าเงินอั่งเปาก็ได้ เงินแต๊ะเอีย ก็ดีสืบมาโดยคำนึงว่าเงินเอี๊ยมส่วยจี๋ได้หายไป หากเคล็ดการให้ก็ยังคงเพื่ออวยพรนั่นเองเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้รับว่า
ถ้าเป็นผู้ใหญ่ให้เด็กเล็กๆนี่คือการอวยพรให้เจ้าตัวน้อยเจริญเติบโตแข็งแรง
ถ้าเป็นผู้ใหญ่ให้ลูกหลานที่ทำงานแล้วก็เพื่ออวยพรให้เจริญก้าวหน้าสุขภาพแข็งแรง
หากเป็นลูกที่ทำงานแล้วให้พ่อแม่ก็คือเพื่ออวยพรให้ท่านแข็งแรงอายุยืนยาว โดยการที่ลูกให้พ่อแม่และพ่อแม่ให้ลูกนั้น ต้องเป็นเงินของใครของมัน ไม่ใช่ว่าลูกให้พ่อแม่เมื่อพ่อแม่รับเงินอั่งเปาจากลูกก็ส่งคืนเงินทั้งซองกลับไปแต่ต่างฝ่ายต่างควรเตรียมเงินของตนไว้ให้เรียบร้อย
และเพื่อให้ครบถ้วนความรู้ แม้ว่าผู้เขียนจะเคยเล่าไปแล้วก็ตาม นั่นคือธรรมเนียมการให้เงินเป็นเลขคู่สี่ โดยเริ่มต้นนับแต่จำความได้ผู้เขียนจะได้เงินแต๊ะเอียจากคุณพ่อเป็นแบงก์ร้อยใหม่ ๔ ใบแล้วปีต่อมาก็เบิ้ลเป็นแบงก์ร้อยใหม่ๆ ๘ ใบ ปีถัดมาก็เป็นเงินใหม่ ๑,๒๐๐ บาทคือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี แต่ต้องให้หาร ๔ ลงตัว ปีต่อมาเป็นแบงก์ ๕๐๐ ๔ ใบเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท
ที่เล่าถึงประสบการณ์จริงตรงนี้ เพื่อเล่าถึง ๒ความนัยว่า นัยหนึ่ง คือ มงคลพรเลข ๔ จากความหมายพ้องเสียงสี่ว่าให้เพื่อ...ซี้วี่อู่หอซิว แปลว่า ทุกชาติทุกเวลาให้มีแต่รับเข้ามาให้เพื่อ...อู่จี๊อู่สี่ แปลว่า ให้มีเงินมีอานาจวาสนา
ส่วนการให้เพิ่มทุกปี เพื่ออวยพรตัวผู้ให้ว่าขอให้ท่านการค้าก้าวหน้ากว่าเดิม จึงให้ลุกๆ เพิ่มได้ทุกปีจนไปสะดุดเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี คุณพ่อก็ถือว่าไม่ให้ลดลงแต่จะให้เท่าเดิมแม้ว่าบางปีนั้นคุณพ่อบอกว่า...ต้องกัดฟันก็ตาม
ซึ่งเคล็ดธรรมเนียมเหล่านี้หากบ้านใดจะทำเหมือนหรือไม่เหมือนอย่างไร ก็ล้วนไม่เป็นไรทั้งสิ้นอยู่ที่ตัวของทุกท่านว่า มีความสุขสบายใจ ขอให้บ่วงสื่อยู่อี่ทุกเรื่องสมปราถนานะคะ

ทำไมตรุษจีน จึงจุดประทัดและเชิดสิงโต
ขอเริ่มจากธรรมเนียมจุดประทัดก่อนว่า เกิดจากในอดีตมีคนหัวใสนำดินระเบิดไปบรรจุในบ้องไม้ไผ่เล็กๆ แล้วจุด เสียงไม้ไผ่ระเบิดก็ดังสนั่นหู เด็กเล็กได้ยินก็ร้องจ้า บรรดาสุนัขและสัตว์เลี้ยงทั้งหลายต่างพากันกลัวเสียงประทัดวิ่งหนีกันได้
ทำให้มีคนคิดว่าเสียงดังโป้งป้างของประทัด น่าจะไล่เจ้าตัวเหนียนได้ ซึ่งเหนียนคำนี้เป็นเสียงจีนกลาง จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า นี้ แปลว่า ปี คนจีนโบราณเชื่อว่าช่วงสิ้นปีที่อากาศหนาวเย็นจัดคนไม่สบายกันมาก เพราะเจ้าตัวเหนียนออกมาอาละวาด การจุดประทัดเสียงดังน่าจะไล่เจ้าตัวเหนียนและโรคภัยไข้เจ็บให้ตกใจกลัวหนีไปได้
แล้วต่อมาธรรมเนียมนี้ก็ปรับไปว่า จุดประทัดให้เสียงดังๆ นี้จะเรียกโชคดีให้มาหา บ้างก็ว่า เพื่อให้สะดุดหูเทพเจ้า ท่านจะได้มาช่วยคุ้มครอง
ส่วนการเชิดสิงโตวันตรุษจีน ที่บางท้องที่จัดเป็นพิธีแห่มังกรใหญ่โต ธรรมเนียมนี้มีความเป็นมาอย่างไร จำได้ว่าเคยเขียนเรื่องการเชิดสิงโตไว้ในตอนความรู้จากคำ...สิงห์ ปัจจุบันอยู่ในหนังสือขุมทรัพย์ความรู้ซ่อนอยู่ในคำจีน
โดยคนจีนเรียกการแสดงเชิดสิงโตว่า ไซ่จื้อบู่ แปลง่ายๆ ว่า ระบุลูกสิงโต จัดอยู่ในหมวดการแสดงสวมหน้ากากสัตว์ จากบันทึกของราชวงศ์เหนือ...ใต้ (พ.ศ. ๘๕๐ ๑๑๓๒) เมื่อชาวบ้านในมณฑลกวางตุ้ง มีการแสดงเชิดสิงโตเพื่อไล่ผีที่เชื่อว่า มาลงกินผู้ชายและสัตว์เลี้ยง ก่อเกิดเป็นความเชื่อว่า เชิดสิงโตช่วยไล่ภูตผีปีศาจได้ ก็เลยเข้าคู่กันเหมาะมากกับการจุดประทัดวันตรุษจีน
ส่วนการแห่มังกร ก็เริ่มจากในสมัยราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน (พ.ศ. ๒๕๔ ๓๓๙) จัดเป็นการแสดงเล็กๆ แล้วมาจัดเป็นโชว์ใหญ่ที่สวยตระการตาในสมัยราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ. ๓๓๗ ๗๖๓) โดยเริ่มต้นจะมาจากตำนานปลาหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูสวรรค์ก็จะกลายเป็นปลามังกรมีฤทธิ์เดช โดยปลามังกรนี้ คือสัตว์ยิ่งใหญ่มีพลังอำนาจ ใครได้พบได้ชมก็จะได้รับพลังช่วยเสริมให้เจ้าตัวโชคดีทำมาหากินได้ผลบริบูรณ์
แต่เนื่องจากทั้งการเชิดสิงโตและแห่มังกรนี้ ผู้แสดงต้องมีความสามารถพิเศษในเชิงกายกรรมต่อตัว การสมดุลตัว ที่สุดของการเชิดสิงโตคือการได้ซองอั่งเปา สุดยอดของการแห่มังกรคือ การต่อตัวขึ้นไปเพื่อหยิบซองอั่งเปาบนไม้สูง ที่เมื่อทำได้ ความหมายของการได้ซองอั่งเปานี้คือ การจะได้โชคดีกันถ้วนหน้าตลอดปีทีเดียว
มงคลอาหารไหว้
กับข้าวไหว้บรรพบุรุษทำไมมักเหมือนกันทุกครั้ง เช่น ลูกชิ้นปลาผัดต้นกระเทียม เป๊าฮื้อน้ำแดง ขนมกุ๊ยช่าย ฯลฯ เป็นข้อบังคับเหมือน หมู เป็ด ไก่ หรือเปล่า คำตอบคือ
เมนูกับข้าวไหว้เจ้า หลายบ้านจะคล้ายๆ กัน เพราะนิยมทำกับข้าวที่มีความหมายมงคล ก็เหมือนที่คนไทยนิยมมีขนมมงคล ๙ อย่างในเครื่องขันหมาก มีขนมทองหยิบ ทองหยอด ในงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่
อย่างไรก็ตามแต่ละบ้านอาจไหว้เมนูไม่เหมือนกัน และการแปลความหมายก็อาจต่างกัน การคิดเหมือนคิดต่าง การทำเท่ากันหรือไม่เท่ากันในเรื่องธรรมเนียมของแต่ละบ้านนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะคนจีนและคนไทยต่างก็มีพื้นความคิดที่เหมือนกันว่ากับข้าวคาวหวานที่ใช้ไหว้หรือทำบุญ นิยมเลือกที่มีความหมายมงคล
ชุดของไหว้ที่เป็นของคาว ๕ อย่าง ได้แก่ หมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร (ต่อมากุ้งมังกรหายาก จึงเปลี่ยนเป็นเป็ดสำหรับคนจีนแต้จิ๋ว และเปลี่ยนเป็นปลาหมึกแห้ง สำหรับคนจีนแคะ)
หมู มีความหมายถึงความมั่งคั่ง ด้วยความอ้วนของตัวหมู สะท้อนถึงความกินดีอยู่ดี
ไก่ มีมงคล ๒ อย่างคือ
๑. หงอนไก่สื่อถึงหมวกขุนนาง ความหมายมงคลจึงเป็นความก้าวหน้าในงาน
๒. ไก่ขันตรงเวลาทุกเช้า สะท้อนถึงการรู้งาน
ตับ คำจีนเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับคำว่า กัว ที่แปลว่าขุนนาง
ปลา คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ฮื้อ โดยมีวลีมงคล อู่-ฮื้อ-อู่-ชื้ง แปลว่า ให้เหลือกินเหลือใช้ ไหว้ปลาเพื่อให้มีเงินเหลือกินเหลือใช้มาก ๆ
กุ้งมังกร ไหว้ด้วยรูปลักษณ์ของกุ้งที่หัวใหญ่ มีก้ามให้ความรู้สึกถึงอำนาจวาสนา

ชุดกับข้าว หลากหลายอย่าง บางบ้านเหมือน บางบ้านต่าง ซึ่งก็ไม่เป็นไร
๑. ลูกชิ้นปลา จีนแต่จิ๋วออกเสียงว่า ฮื้อ-อี๊ แปลว่า ลูกปลากลมๆ
ฮื้อ หรือปลา คือให้เหลือกินเหลือใช้
อี๊ แปลว่า กลมๆ หมายถึงความราบรื่น
๒. ผัดต้นกระเทียม เพราะคนจีนแต้จิ๋ว เรียกกระเทียมว่า สึ่ง พ้องเสียงกับสึ่งที่แปลว่านับ ไหว้ต้นกระเทียม เพื่อให้มีเงินมีทองให้ได้นับอยู่เสมอ
๓. ผัดตับกับกุยช่าย ตับคือ การเรียกว่า กัว พ้องเสียงกับกัวที่แปลว่า ขุนนาง กุยช่ายเป็นการพ้องเสียงของคำว่ากุ่ย แปลว่า แพง รวย
๔. แกงจืด คนจีนเรียกว่า เช็ง-ทึง เช็ง แปลว่า ใส หวาน ซดคล่องคอ การไหว้น้ำแกงก็เพื่อให้ชีวิตลูกหลานหวานราบรื่น
๕. เป๊าฮื้อ เป๊า หรือ เปา แปลว่า ห่อ ส่วน ฮื้อ คือเหลือกินเหลือใช้ ไหว้เป๊าฮื้อ เพื่อห่อความมั่งคั่เหลือกินเหลือใช้มาให้ลูกหลาน
๖. ผัดถั่วงอก คนจีนแต้จิ๋วเรียกถั่วงอกว่า เต๋าแหง๊ แต่ภาษาวิชาการเรียกว่า เต้าเหมี่ยว เหมี่ยว แปลว่า งอกงาม ไหว้ถั่วงอกเพื่อให้งอกงามรุ่งเรือง
๗. เต้าหู้ เป็นคำเรียกแบบชาวบ้านที่อาจเรียกเป็นเต้าฮกก็ได้ ฮก คำนี้เป็นสำเนียงแต้จิ๋ว จีนกลางออกเสียงเต้าหู้ว่า โตฟู ฟู แปลว่า บุญ ความสุข
๘. สาหร่ายทะเล เรียกว่า ฮวกฉ่าย ถ้าออกเสียงเป็นฮวดไช้ ก็แปลว่า โชคดี ร่ำรวย
ชุดขนมไหว้ ก็ล้วนมีความหมายมงคล เช่นกัน
๑. ซาลาเปา เล่นเฉพาะคำว่า เปา แปลว่า ห่อ ไหว้ซาลาเปาเพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชค ห่อเงินห่อทองมาให้ลูกหลาน
๒. ขนมถ้วยฟู คือไหว้เพื่อให้เฟื่องฟู คนจีนแต้จิ๋วเรียกขนมถ้วยฟูว่า ฮวกก้วย ก้วย แปลว่า ขนม ฮวก แปลว่างอกงาม
๓. ขนมคัดท้อก้วย คือขนมไส้ต่างๆ เช่น ไส้ผักกะหล่ำ มันแกว ไส้กุยช่าย ทำเป็นรูปลูกท้อสีชมพู ลูกท้อ เป็นผลไม้มงคลมีนัยอวยพรให้อายุยืนยาว
๔. ขนมไข่ คนจีนเรียกว่า หนึงก้วย ไข่คือบ่อเกิดแห่งการได้เกิดและเติบโต ไหว้ขนมไข่เพื่อให้ได้มีการเกิดและการเจริญเติบโต
๕. ขนมจับกิ้ม หรือ แต้เหลียง ก็เรียกคือ ขนมแห้ง ๕ อย่าง จะเรียกว่า โหงวเส็กทึ้ง หรือ ขนม ๕ สี ก็ได้ ประกอบด้วย ถั่วตัด งาตัด ถั่วเคลือบ ฟักเชื่อม และข้าวพอง
ฟัก เพื่อฟักเงินฟักทอง ฟักเชื่อม คือการฟักความหวานของชีวิต
ข้าว ถั่ว งา คือ ธัญพืช ธัญญะ แหลว่า งอกงาม ไหว้เพื่อให้งอกงามและชีวิตหวานอย่างขนม
๖. ขนมอี๊ อี๊ หรือ อี๋ แปลว่ากลมๆ ขนมอี๊ทำจากแป้งข้าวเหนียว นวดจนได้ที่เจือสีชมพู ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ต้มกับน้ตาล เพื่อให้ชีวิตเคี้ยวง่ายราบรื่น เหมือนขนมอี๊ที่เคี้ยวง่ายและหวานใส
ซึ่งขนมอี๊นี้อาจใช้เป็นสาคูหรือลูกเดือยก็ได้ คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่าอี๊เหมือนกัน
ชุดผลไม้ที่มีความหมายมงคล เช่น
๑. ส้ม คนจีนแต้จิ๋วเรียกแบบชาวบ้านว่า กา แต่ส้มมีอีกคำเรียกว่า ไต้กิก ไต้ แปลว่า ใหญ่ กิก แปลว่า มงคล
ไต้กิก จึงแปลว่า มหาสิริมงคล แต่ถ้าแปลง่ายๆ แบบชาวบ้านก็คือ โชคดี
๒. กล้วย จีนแต้จิ๋วออกเสียงว่า เก็ง-เจีย จะเล่นเสียงว่า เก็ง-เจีย-เก็ง-ไล้ แปลว่า ถึงโชคเข้ามา กับอีกความหมายว่า กล้วย มีผลมากมายแถมเป็นเครือ จึงมีมงคลให้ลูกหลานมากๆ มีวงศ์วานว่านเครือสืบสกุล
๓. องุ่น จีนแต้จิ๋วเรียกว่า พู่-ท้อ พู่ ก็คือ งอก หรืองอกงาม ท้อ ก็คือ พ้องเสียงกับลูกท้อ ที่เป็นผลไม้มงคล อายุยืน
๔. สับปะรด คนจีนแต้จิ๋วเรียก อั้งไล้ แปลว่า เรียกสีแดงมา สีแดงเป็นสีของโชค ก็ประมาณว่าเรียกโชคเข้ามา คนจีนทางใต้นิยมไหว้สับปะรดมาก
ช่วงเทศกาลสารทจีน และไหว้สิ้นปีที่มีไหว้ผีไม่มีญาติ จะมีการไหว้กับข้าวที่ทำเป็นปริมาณมากๆ เช่น ผัดหมี่หม้อใหญ่ๆ ข้าวหอมหม้อใหญ่ๆ และเผือกนึ่งหัวใหญ่ ซึ่งความหมายของเผือกมาจากลักษณะนามที่เรียกเผือกว่าหัวไหว้เผือกจึงไหว้เพื่อให้มีหัวมีหาง แปลว่า เพื่อให้ครบหัวครบหาง ครบสมบูรณ์ดี
ซินเจีย ยู่อี๋ ซินนี้ ฮวดไช้ น่ะค่ะ ทุกท่าน


เด๋วแต๊ะให้เป็นเหล้า สำหรับผู้กองโดยเฉพาะเลยค่ะ

#1 By ตาแดง on 2007-02-20 17:30